ปัญหาของรัฐอิสราเอล
Ga2qptdulbYZbfsXSGuBS
Libertarian Studies
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization, paleocon and laissez-faire.
3 min read
รัฐอิสราเอลนั้นถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1948 ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร พร้อมด้วยองค์กรอย่างสหประชาชาติที่นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามการก่อตั้งรัฐอิสราเอลนั้นก็เป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงกันมาตั้งแต่ในยุคนั้นมาจนถึงปัจจุบันอันเนื่องมาจากที่ว่าชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ถูก “แย่ง” พื้นที่ดินแดนไปเพื่อสร้างรัฐอิสราเอล อีกทั้งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดจากการที่กลุ่มขบวนการไซออนิสต์ (Zionists) ไปวิ่งเต้นให้รัฐบาลตะวันตกสนับสนุนการสร้างรัฐอิสราเอลขึ้นมาโดยไม่มีการตกลงกันก่อนกับชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ในพื้นที่ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าแปลกใจถ้าหาก “อาชญากรรมสงคราม” (“war crimes”) ทุกอย่างที่กลุ่มขบวนการไซออนิสต์ และ กลุ่มยิวอื่น ๆ ที่สนับสนุนการสร้างชาติใน “ดินแดนลิแวนต์” (“Levant”) ซึ่งได้กระทำต่อกลุ่มชาติพันธุ์อื่นจะถูก “ชำระหาย” ไปในพริบตา โดยทั้งหมดนั้นมันก็เกี่ยวโยงกันกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยรัฐบาลเยอรมันภายใต้การนำของพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมันหรือพรรคนาซี (Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei, NSDAP) ในขณะนั้นที่ได้กวาดล้างชาวยิวไปหกล้านคนแต่สุดท้ายก็แพ้สงคราม ซึ่งการที่นาซีเยอรมนีได้แพ้สงครามนั้นมันก็ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เป็นตราบาปขึ้นในจิตใจของชาวเยอรมันที่เรียกกันว่า “บาปดั้งเดิม” (“original sin”) ผ่านการพยายามสร้างเรื่องราว (narrative) จากโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นวัตถุดิบในการใช้ทำสงครามวัฒนธรรม (culture war) โดยฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีรัฐคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตเป็นผู้เล่นหลัก ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อซึ่งทั้งในช่วงสงครามและหลังสงครามนั้นกลุ่มประเทศสัมพันธมิตรและขบวนการฝ่ายซ้ายใหม่ได้ร่วมมือกันในการที่จะพยายามทำสงครามวัฒนธรรมดังกล่าวกับชาวเยอรมันโดยตรง ด้วยการ “ใส่ร้าย” และ “กล่าวหา” ว่า วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และ ความภาคภูมิใจของความเป็นชาติเยอรมันนั้นคือสาเหตุที่ทำให้เกิด “ลัทธินาซี” (“Nazism”) และ “ลัทธิฟาสซิสต์” (“Fascism”) ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวเยอรมันถูกใส่ร้ายป้ายสีให้แปลกแยกออกจากความเป็น “มนุษย์ปกติ” รวมทั้งพวกเขายังถูก “ล้างสมอง” ให้เกลียดชาติตัวเองหลังสงคราม สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีต่อกระบวนการการสร้างรัฐชาติของชาวยิว ทำให้ในเวลาต่อมารัฐอิสราเอลจึงถูกก่อตั้งขึ้นมาอย่างง่ายดาย โดยปราศจากการตั้งคำถามใดและการตั้งคำถามใด ๆ ก็ตามต่อชาวยิวหรือรัฐอิสราเอลนั้นก็ล้วนมีค่าเท่ากับเป็นการสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าชาวยิวไซออนนิสต์ได้แสวงหาผลประโยชน์จากการอ้างความชอบธรรมผ่านเรื่องเล่าจากโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ต่อต้านหรือตั้งคำถามต่อการกระทำของยิวและการสร้างรัฐอิสราเอลไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีหรือไม่นั้นก็จะถูกมองว่าไม่ใช่ “คนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน [ของยิว]” ใจความหลักของบทความนี้ทางผู้เขียนมองว่าการที่รัฐอิสราเอลถูกก่อตั้งขึ้นมาได้และการที่พวกเขาสามารถกดขี่และทำร้ายชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์และกลุ่มคนอื่นมาโดยตลอดโดยที่ไม่มีรัฐ-ชาติไหนกล้าพอที่จะทำอะไรได้นั้นเป็นเพราะว่ารัฐอิสราเอลและขบวนการไซออนิสต์โดยรวม: (a) ใช้จำนวนชาวยิวหกล้านคนที่เสียชีวิตภายใต้การปกครองของพรรคนาซีเพื่อเป็นข้ออ้าง (justification) ในการดำรงความเป็นอยู่และการสร้างรัฐอิสราเอลขึ้นมาและการใช้ประโยชน์ขององค์กรยิวต่าง ๆ เพื่อยึดพื้นที่และควบคุมแนวคิดของรัฐ-ชาติทั้งโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ; และ (b) เพราะว่าฐานสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง สหรัฐอเมริกา นั้นค่อนข้างที่จะแข็งแกร่งมาโดยตลอด

รากฐานของรัฐอิสราเอล
ทางผู้เขียนมักจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “ถ้าสัมพันธมิตรไม่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัญหาในตะวันออกกลางโดยเฉพาะในเรื่องของการเข่นฆ่ากันระหว่างชาวมุสลิมกับชาวยิวนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?” สิ่งที่ผู้เขียนมั่นใจก็คือความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนายูดาห์ยังจะคงดำเนินต่อไปอย่างแน่นอนแต่การฆ่าสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมโดยทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะว่ารัฐอิสราเอลจะไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นหรือถ้าถูกก่อตั้งขึ้นก็อยู่ในการควบคุมดูแลของระเบียบโลกของฝ่ายอักษะ เช่น การควบคุมประชากรยิวในรัฐอิสราเอลบนเกาะมาดากัสการ์ (Madagascar Island) แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นเพิ่มอีก เช่น “แล้วชาวพื้นเมืองบนเกาะล่ะ?” ซึ่งทางผู้เขียนก็ได้มองถึงประเด็นนี้และคงยืนยันว่าการแก้ปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ก็คือการที่รัฐอิสราเอลจะต้องถูกทำลายลงหรือถูกลบเลือนโดยรัฐบาลอิสราเอลเองแล้วย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวยิวยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกโดยไม่มีรัฐ-ชาติเป็นของตนเอง หรือมากไปกว่านั้นรัฐ-ชาติที่สนับสนุนการสร้างชาติอิสราเอลมากที่สุดคงต้องเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องรับชาวยิวเข้าไปในประเทศของพวกเขาแล้วก่อตั้งรัฐอิสระอิสราเอลขึ้นมาภายใต้การปกครองของพวกเขาอีกทีเพื่อกระจายความขัดแย้งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือกล่าวก็คือการไม่อยู่ใกล้กันและร่วมกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปัญหาที่รัฐอิสราเอลมีในทุกวันนี้ก็คือการที่รัฐอิสราเอลได้ดินแดนตรงนั้นมาจากการทำสงครามและการตกลงกับชาติตะวันตก/สัมพันธมิตรที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2

ซึ่งตรงนี้ปัญหามันก็คงย้อนกลับไปที่ขบวนการสังคมนิยม-ชาตินิยม-ไซออนิสต์ ในสมัยที่ชาวยิวยังคงกระจัดกระจายกันอยู่ตามทวีปยุโรปโดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก ขบวนการสหภาพแรงงานไซออนิสต์ (labor Zionism) เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชาวยิวนั้นเริ่มที่จะสร้างและพัฒนาภาพมโนทัศน์ชาติของตัวเอง มันเป็นกระบวนการพัฒนาที่ทำให้เกิด “ยี่ชูฟ” หรือ “การตั้งถิ่นฐาน” (Yishuv) ขึ้นมาในดินแดนปาเลสไตน์หรือดินแดนแห่งอิสราเอล (Eretz Israel) ซึ่งถูกควบคุมโดยชาวมุสลิม-อาหรับตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 เหตุผลที่ชาวยิวอ้างก็คือดินแดนแห่งอิสราเอลนั้นเป็นดินแดนที่พระเจ้ามอบให้กับ “กลุ่มชาวยิวที่ถูกเลือกโดยพระเจ้า” (“God's chosen people”) และ “เป็นดินแดนที่ถูกปลดปล่อยจากการกดขี่” ในขณะที่กลุ่มมุสลิมและชาวยิว (ซึ่งอาจจะรวมถึงชาวคริสต์ในแขนงต่าง ๆ) ที่ต่อต้านการสร้างชาตินั้นอ้างว่าพื้นที่ตรงนั้นถูกปกครองโดยชาวมุสลิมและเป็นเหมือนกับบ้านของพวกเขาที่บรรพบุรุษตั้งรกรากมานานต่างกับชาวยิวที่กระจัดกระจายไปทั่วฉะนั้นการสร้างรัฐอิสราเอลเพื่อมาซ้อนทับดินแดนของชาวมุสลิมจึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อการมีอยู่ของดินแดนมุสลิมภายใต้กฎหมายอิสลาม (dar al-Islam) ถ้าชาวยิวสามารถสร้างรัฐอิสราเอลขึ้นมาได้ด้วยอ้างว่าพวกเขาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนั้นเมื่อสองพันกว่าปีมาก่อนชาวมุสลิมก็สามารถอ้างได้ว่าพวกเขาก็ตั้งรกรากมาไม่นานกว่าชาวยิวและก็อยู่มาได้มากกว่าหนึ่งพันปี การอ้างว่า “อยู่มาก่อน” นั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ได้ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกรัฐ-ชาติบนโลกก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะครองแผ่นดินที่ “ยึดมา” ซึ่งตรงนี้มันก็ขัดกับ “การอ้างอำนาจทางการทหาร” (“argumentum ad baculum”) ของรัฐอิสราเอลเองด้วยเช่นกัน
กระบวนการที่ชาวยิวเปลี่ยนพื้นที่ของชาวมุสลิมมาเป็นของชาวยิวเต็มรูปแบบและอ้างว่าเป็นพื้นที่ของพวกเขาอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะว่าอยู่ ๆ สัมพันธมิตรก็ต้องการที่จะสร้างรัฐยิวเพื่อแก้ปัญหายิวโดนสังหารหกล้านเท่านั้น หนึ่งในวิธีการที่ชาวยิวยึดพื้นที่ไปจากชาวมุสลิมและสร้างยี่ชูฟก็คือการที่องค์กรยิวในยุโรป เช่น องค์การไซออนิสต์โลก (World Zionist Organization) ในช่วงปลายศวรรษที่ 19 ถึง ต้นศวรรษที่ 20 สนับสนุนให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเข้ามาเป็นตัวกลางในการจัดการ “ปัญหา” ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กล่าวคือในช่วงปลายสมัยของจักรวรรดิออตโตมันรัฐบาลออตโตมันที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกได้ทำการปฏิรูปที่ดินในปี ค.ศ. 1858 เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกษตรต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์เป็นเจ้าของให้เป็นของรัฐและเจ้าของที่ดินที่สนับสนุนโดยรัฐ มิหนำซ้ำยังเพิ่มภาษีเป็นจำนวนมากต่อชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ ซึ่งชาวยิวในช่วงนี้เองที่เป็นเพียงแค่ 5-7% ของประเทศก็ได้ก่อตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า “สมาคมอาณานิคมชาวยิวปาเลสไตน์” (“Palestine Jewish Colonization Association”) ขึ้นมาเพื่อนำเข้าชาวยิวจากยุโรปเข้ามาในดินแดนแห่งอิสราเอล โดยองค์กรได้ใช้เครื่องมือช่องโหว่ต่าง ๆ เพื่อ “ซื้อ” (“ยึด”) ที่ดินจากชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ เช่น ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐออตโตมันและรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่ได้อาณัติปาเลสไตน์ (Mandatory Palestine) ไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อพวกเขาซื้อที่ดินมาได้ก็ทำการกวาดไล่ชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ผ่านการกีดกันทางการจ้างงาน ผลกระทบที่ตามมาก็คือประชากรยิวในดินแดนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงแม้จะมีจำนวนเพียงแค่ 689,275 คนในปี ค.ศ. 1914 พวกเขาก็ครองที่ดินไปแล้วถึง 1.6% ของดินแดนและมากกว่า 3.3% ในปี 1927 ตั้งแต่ปี 1922 ถึง 1945 จำนวนประชากรยิวเพิ่มถึง 72% มากไปกว่านั้นองค์กรก็ได้ทำการกีดกันและบีบบังคับชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ในพื้นที่ผ่านการให้กู้ดอกเบี้ย 30% ถ้าไม่นับเรื่องที่รัฐเก็บภาษีมากเกินกว่าความจำเป็นแล้วชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ในดินแดนก็มักจะพบเจอปัญหาทางการเงินอื่น เช่น ทุนที่โดนยึด, หนี้ที่ใหญ่โต และ ค่าเช่าที่แสนแพง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเข้ามาเป็นตัวกลางในการตกลงและซื้อพื้นที่เหล่านี้รวมทั้งยังสร้างนโยบายต่าง ๆ ที่เอื้อให้กับชาวยิวมากกว่าชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ แสดงให้เห็นถึงการ “สร้างอาณานิคม” ที่ไม่ต่างอะไรจากการล่าอาณานิคมของชาติอำนาจยุโรปเพื่อกดขี่คนในท้องถิ่นอย่างปฏิเสธไม่ได้ (Halbrook 1981)
“พันธมิตรที่ดีที่สุด”
ภายใต้ “แผนแบ่งปาเลสไตน์ของสหประชาชาติ” (“United Nations Partition Plan for Palestine”) รัฐอิสราเอลของชาวยิวจะได้รับ 57% ของดินแดนในขณะที่พวกเขาครอง 10% ของดินแดนเท่านั้น เดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion) หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งรัฐอิสราเอลไม่พอใจที่จะทำตามนโยบายของสหประชาชาติโดยมองว่ามันยัง “น้อยไป” และเขาเองก็เป็นผู้ที่สนับสนุนการขยายดินแดนอิสราเอลเพื่อ “เพิ่มพื้นที่” ให้กับชาวยิว แนวคิดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากแนวคิดการขยายพื้นที่ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่มองว่ายุโรปตะวันออกจะต้องถูกทำให้เป็นของชาวเยอรมันเพื่อแพร่ขยายประชากรชาวเยอรมันให้ถึงที่สุด ต่างเพียงแค่รัฐอิสรเอลนั้นมีข้ออ้างที่มีน้ำหนักกว่าและได้รับแรงสนับสนุนจากชาติตะวันตก/สัมพันธมิตร ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนมุสลิมกับชุมชนยิวก็ปะทุขึ้นเมื่อรัฐอิสราเอลถูกสนับสนุนให้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติในปลายปี 1947 ซึ่งทำให้เกิดสงครามปาเลสไตน์ ค.ศ. 1948 (1948 Palestine war) ขึ้นมาหรือที่ชาวยิวเรียกกันว่า “สงครามอิสรภาพ” เพราะพวกเขามองว่าเป็นการปลดแอกจากการกดขี่ของมุสลิม ในช่วงสงครามชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ถูกขับไล่และสังหารหมู่โดยกองทัพยิว หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญที่สุดก็คือ “การสังหารหมู่ชาวบ้านที่ดัยร์ยาซีน” (“Deir Yassin massacre”) ที่เกิดการสังหารไม่เลือกหน้าแม้แต่ เด็ก, ผู้หญิง และ คนแก่ แต่ถ้าถามว่ากองทัพยิวเคยถูกสั่งให้ขึ้นศาลอาชญากรรมไหม? คำตอบก็คือ “ไม่” เพราะพวกเขามีไพ่ในมือทุกใบที่จะโยนความรับผิดชอบให้กับพวกนาซีกับฟาสซิสต์ที่พึ่งจะแพ้สงครามไป ในขณะที่พวกเขาถูกมองว่าเป็น “เหยื่อ” หลังจากจบสงครามพวกเขาก็ได้ยึดพื้นที่ที่เคยเป็นอดีตของชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ไปแต่ถึงอย่างนั้นชาวยิวก็ไม่เคยที่จะเป็นชนกลุ่มมากของประเทศ ในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐอิสราเอลถูกสร้างขึ้นมาด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์และการยึดพื้นที่อย่างเหี้ยมโหดโดยรัฐอิสราเอล ... นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์จากการผูกขาดความรุนแรงเนื้อพื้นที่ปาเลสไตน์/อิสราเอลเพื่อปกป้องการดำรงอยู่และการสร้างชาติแล้วรัฐอิสราเอลก็ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกส่วนใหญ่จากอดีตประเทศสัมพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกาที่มักจะมีนโยบายสนับสนุนรัฐอิสราเอลอย่างไม่มีข้อแม้ถึงขั้นที่ว่านักการเมืองอเมริกันบางคนเรียกอิสราเอลว่าเป็น “พันธมิตรที่ดีที่สุด” (“our greatest ally”) โดยไม่มองเลยว่ารัฐอิสราเอลนำเงินภาษีของชาวอเมริกันไปใช้กับเรื่องไร้สาระ เช่น สร้างสถานการณ์ทั่วโลกอย่าง เหตุการณ์ลาวอน (Lavon Affair) และ การทำสงครามมากเพียงใด นักการเมืองอเมริกันที่ส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservatives) และพวกเสรีนิยมใหม่ (neoliberals) มักที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงิน, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อสู้กับชาติอาหรับอย่างเปิดเผย ที่หนักกว่านั้นก็คือสหรัฐอเมริกามักเป็นประเทศเดียวที่ใช้อำนาจวีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council, UNSC) เพื่อยับยั้งการคว่ำบาตรอิสราเอล การประณามรัฐอิสราเอลโดยสหประชาชาติมากกว่าสองร้อยครั้งนั้นไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อการดำรงอยู่ของรัฐอิสราเอลที่ยึดแผ่นดินมาจากชาวอาหรับ-ปาเลสไตน์ ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการโน้มน้าวใจและการติดสินบนโดยกลุ่มองค์กรยิวในประเทศสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลมากต่อนโยบายจการต่างประเทศดังที่ แบร์รี่ โกลด์วอเตอร์ (Barry Goldwater) สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายขวาเก่ากล่าวเอาไว้ว่า:
“ประเทศเราไม่มีสนธิสัญญากับอิสราเอลแต่เราทำเหมือนว่าเราปฏิญาณตนจะเข้าร่วมสงครามช่วยเหลืออิสราเอลเมื่อเกิดสงคราม [...] ฉันเข้าใจความรู้สึก [ที่เราให้ไว้กับรัฐอิสราเอล] นั้นได้ แต่ฉันเริ่มเบื่อหน่ายกับอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขามี” (Weiss 2010)

ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงที่ “ชาวยิวมีรัฐ-ชาติเป็นของตัวเอง” ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า “รัฐ-ชาติของชาวยิวคงอยู่และถูกสร้างมาด้วยความรุนแรง, การแย่งชิงพื้นที่ และ จากการสนับสนุนจากองค์กรและรัฐ-ชาติมือที่สามที่ไม่ได้หารือกับคนในท้องถิ่นมากกว่าครึ่งของจำนวนประชากรที่เป็นชาวอาหรับ” ซึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือชาวยิวใช้ “บาดแผล” ที่เกิดภายใต้สงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อยกระดับตัวเองและใช้เป็นข้ออ้างในการกระทำสิ่งใด ๆ ก็ตามที่รัฐอิสราเอลทำมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอลในปี ค.ศ. 1948 หรือสงครามในตะวันออกกลางอื่น ๆ ทั้ง วิกฤตการณ์คลองสุเอซ (Suez Crisis) และ สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ที่มี “ความจำเป็น” ที่จะต้องใช้ความรุนแรงถึงขีดสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากเป็นการดำรงรัฐอยู่บนแผ่นดินที่มีเจ้าของก่อนอยู่แล้วความขัดแย้งที่เกิดอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องปกติ การมีอยู่ของรัฐอิสราเอลจึงหลีกเลี่ยงสงครามกับชาวมุสลิมไม่ได้อย่างสมบูรณ์ (Sternhell 1999) นอกเหนือจากนั้นเองทางผู้เขียนมองว่าการที่รัฐอิสราเอลสามารถคงอยู่แล้วถูกก่อตั้งขึ้นมาได้นั้นเกิดจากแนวคิดสังคมนิยม-ชาตินิยมที่บิดาผู้ก่อตั้งมาเป็นแรงผลักดันสำคัญของขบวนการสร้างชาติในยุคแรกที่ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านมาเป็นรัฐบาลที่นำโดยพรรคฝ่ายขวาในภายหลังกลไกต่าง ๆ ที่พวกเขาได้วางเอาไว้มาอย่างดีเพื่อการันตีได้ว่าโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะต้องเป็นโลกที่ยิวอยู่ควบคู่กับชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่ง – สหรัฐอเมริกา – และมันไม่สามารถที่จะมีใครเข้ามาแย้งได้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการที่ชนชั้นนำอิสราเอลต่างก็ใช้ตัวเลขชาวยิวหกล้านคนที่ถูกสังหารภายใต้นาซีเยอรมนีในการเป็นข้ออ้างของการมีอยู่ของ “รัฐที่แข็งแกร่ง” และการบังคับใช้ความรุนแรงเพื่อ “รักษาเผ่าพันธุ์” ตนเองในขณะดำรงอยู่บนแผ่นดินที่ยึดมาเท่านั้น ในประเด็นนี้รัฐอิสราเอลก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการกระทำแบบนาซีเยอรมนีสามารถทำให้เป็นเรื่องปกติถ้ากลุ่มที่กระทำนั้นเป็นกลุ่มที่ชนะสงครามครั้งใหญ่และเป็นผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ (Gottfried 2015)
*หมายเหตุทางผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายฮามาส (Hamas) แต่อย่างใด การกระทำของฮามาสต่อชาวยิวผู้บริสุทธิ์ควรถูกประณามด้วยเช่นกัน ในบทความนี้ทางผู้เขียนเน้นไปที่ ‘ปัญหาของรัฐอิสราเอล’ เท่านั้น
โดย TheReactionarist
บรรณานุกรม
Gottfried, Paul. “The Influence of the Jewish Lobby”. Bodrum, Turkey: Property and Freedom Society. February 9, 2015. https://youtu.be/gYPAvT-3Fvs.
Halbrook, Stephen P. “The Alienation of a Homeland: How Palestine Became Israel”. Journal of Libertarian Studies (Vol. 5, No 4). Auburn, AL: Mises Institute. Fall 1981.
Sternhell, Zeev. The Founding Myths of Israel. Princeton, NJ: Princeton University Press. December 7, 1999. Weiss, Philip. “Goldwater: Israel lobby is way too powerful; it could send us to war, and money’s at the root of it”. United States: Mondoweiss. October 8, 2010. https://mondoweiss.net/.../goldwater-israel-lobby-is-way....
Read also
1
ทางออกสู่เสรีภาพทางเศรษฐกิจและสังคม

Want to publish here too? No sign-up, and the text stays yours. Learn how to start
Replies (0)
Loading…
