ไม่พูดถึง Beyond Meat เลยคงไม่ได้
52ebe2ad6437d8f7
HereTong
Ketosis unSpecialist (i am not GURU) Podcast : https://siripun.com/podcast
2 min read
เราค่อยๆลำดับเรื่องราวเริ่มจากเบาๆกันก่อนนะครับ หากย้อนกลับไปในปี 2009 บนเส้นทางที่โลกกำลังสับสนระหว่างการกินที่อิงธรรมชาติกับแนวทางการเปลี่ยนแปลงอาหารแบบสุดขั้ว Ethan Brown ได้ก่อตั้งบริษัท Beyond Meat ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าอยากสร้าง "เนื้อจากพืช" ให้มีรสชาติ เนื้อสัมผัส และประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้ธงของความยั่งยืน แต่เบื้องลึกกลับแฝงความเงียบงันอยู่ใต้เงาเทคโนโลยี
Ethan Brown ไม่ใช่คนที่ตื่นเช้ามาแล้วอยากเปลี่ยนโลกในทันที เขาเติบโตมากับพ่อที่เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ มีฟาร์มโคนมเล็ก ๆ ให้ได้สัมผัสความจริงของเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์และรัฐบาล ต่อด้วยปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะจาก University of Maryland และ MBA จาก Columbia University เขาเคยทำงานด้านนโยบายพลังงานทางเลือกที่ National Governors Association และบริษัท Ballard Power Systems ก่อนจะย้ายขั้วจากพลังงานสู่โปรตีนแทน
ช่วงหนึ่งเขาพูดใน TED ว่า “ผมมองเห็นว่าอาหารนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมนุษย์อย่างลึกซึ้ง แต่เราแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้ในระดับระบบเลย” เขาเห็นว่าสัตว์คือ “เครื่องจักรแปลงโปรตีนจากพืชไปเป็นเนื้อ” ซึ่งเขาเชื่อว่ามัน “ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว” ในศตวรรษที่ 21
Beyond Meat ไม่ได้ใช้สูตรการต้มถั่วแล้วปั้นเป็นเบอร์เกอร์แบบบ้าน ๆ แต่ใช้กระบวนการแปรรูปที่ซับซ้อนระดับอุตสาหกรรมที่เรียกว่า High Moisture Extrusion (HME) ที่ต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะราคาแพงมาก เพื่อดัดแปลงโปรตีนพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ให้มีโครงสร้างเหมือนกล้ามเนื้อสัตว์ ทั้งเส้นใย ความชุ่มฉ่ำ และแรงต้านเมื่อกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำในครัวชาวบ้านได้ง่าย ๆ
บริษัทได้รับทุนสนับสนุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจากกลุ่มนักลงทุนที่มีอิทธิพลใน Silicon Valley เช่น Kleiner Perkins และ Obvious Corporation ของ Evan Williams ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ก่อนจะขยายฐานนักลงทุนไปยัง Bill Gates, Tyson Foods (ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเนื้อสัตว์ของสหรัฐฯ ที่ลงทุนใน Beyond Meat ก่อนจะถอนตัวภายหลัง) และนักแสดงฮอลลีวูดอย่าง Leonardo DiCaprio การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น (IPO) ปี 2019 ก็ยิ่งสร้างกระแสให้บริษัทกลายเป็นภาพตัวแทนของการกินอนาคตที่ยั่งยืน ทว่าในความหรูหรานั้น มีรอยร้าวแฝงอยู่เสมอ
ในขณะที่ภาพจำของ Beyond Meat ถูกวาดว่าเป็น “ทางรอดของโลก” และ “อาหารเพื่อสิ่งแวดล้อม” รัฐบาลสหรัฐฯ ก็สนับสนุนทิศทางนี้อย่างเงียบเชียบ ด้วยการอัดงบประมาณกว่า 125 ล้านดอลลาร์เข้าสู่อุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น หน่วยงานวิจัย USDA และกองทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีอาหาร ไม่ต่างจากรัฐบาลอิสราเอลที่ทุ่มงบกว่า 18 ล้านดอลลาร์ให้บริษัทเนื้อเพาะเลี้ยงแบบไม่มีอ้อมค้อม ทั้งหมดนี้กำลังสร้างระบบอาหารที่ไม่ต้องพึ่งดิน ไม่ต้องพึ่งแดด ไม่ต้องพึ่งเกษตรกร แต่ขึ้นอยู่กับโรงงานที่ควบคุมโดยบริษัทมหาชนเพียงไม่กี่เจ้า
เมื่อมองให้ลึกลงไป Beyond Meat ไม่ใช่แค่บริษัทอาหาร แต่คือจุดเริ่มต้นแรกๆของโลก ในด้านระบบนิเวศใหม่ที่ตัด “คนตัวเล็ก” ออกจากสมการเกษตรกรรมโดยสิ้นเชิง เกษตรกรจะไม่มีทางผลิต “เนื้อจากพืช” เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง เพราะต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง วัตถุดิบเฉพาะ และสูตรการแปรรูปที่ถูกจดสิทธิบัตรไว้หมดแล้ว ระบบอาหารจึงค่อย ๆ ถูกปิดตายภายใต้รั้วของลิขสิทธิ์ เหมือนโลกของซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใครแตะต้องโค้ดต้นฉบับได้ ทุกคำที่เคี้ยวอาจกลายเป็นทรัพย์สินของใครบางคน และในวันที่ดินผืนสุดท้ายไม่ได้ปลูกพืช แต่กลายเป็นโรงงานสังเคราะห์โปรตีน นั่นแหละที่มนุษย์จะพบว่า ตนเองไม่ได้เป็น “ผู้ผลิตอาหาร” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ผู้บริโภค” ตลอดกาล
แม้ตัวเลขยอดขายของ Beyond Meat จะพุ่งขึ้นในช่วงแรกหลังเข้าตลาดหุ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับสะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกของโลก อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนเลยก็ได้
ในปี 2022 บริษัทประกาศลดพนักงานลง 19% และราคาหุ้นร่วงลงกว่า 80% จากจุดสูงสุด พร้อมกับข่าวคราวที่ส่อให้เห็นปัญหาด้านความปลอดภัยในสายการผลิต และยอดขายที่ไม่เติบโตตามเป้า แม้จะพยายามขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่คนทั่วไปเริ่มตระหนักว่า “เนื้อจากพืช” ที่แปรรูปหนักอาจไม่ใช่คำตอบของสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมอย่างที่เคยเชื่อ
ไม่เพียงเท่านั้น ผลการสำรวจในอเมริกาและยุโรปเริ่มชี้ว่า คนที่เคยทดลองกิน plant-based meat กลับไม่ซื้อซ้ำ โดยให้เหตุผลว่าไม่อร่อย แพง และไม่เชื่อว่าเป็นอาหารที่ดีต่อร่างกายจริง ๆ อีกทั้งบางรายถึงกับบอกว่ารู้สึกแปลกแยก เพราะอาหารที่มีส่วนผสมเยอะและชื่อส่วนประกอบที่อ่านไม่ออก มักทำให้คนรู้สึกว่าไม่ใช่อาหารธรรมชาติ ซึ่งขัดกับความตั้งใจเดิมที่อยากกินอาหารเพื่อสุขภาพ
คำว่า “ยั่งยืน” จึงไม่เพียงพอจะอธิบายได้ว่าอะไรคือสิ่งดีจริง ๆ เพราะหากความยั่งยืนนั้นหมายถึงการผูกขาด แปรรูป และบังคับให้ผู้คนต้องซื้ออาหารจากบริษัทไม่กี่แห่ง มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการจำกัดอิสรภาพในจานข้าว สมศรีว่าอาหารที่แท้ควรเป็นของทุกคน เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่มนุษย์ควรสร้างได้เอง ไม่ใช่ต้องลงทะเบียนซื้อกับห้างใหญ่ ๆ ผ่าน QR code ทุกมื้อ
ทุกวันนี้ Beyond Meat ยังไม่ถึงจุดตกต่ำที่สุด และยังมีโอกาสกลับมาได้เสมอ แต่สิ่งนึงที่เราต้องตระหนักเอาไว้คือ นี่ยังเป็นแค่ยักษ์เล็กไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีการสกัดโปรตีนพืชมาขยำเป็นรูปนั้น ณ วินาทีนี้ คือโบราณเกินไปแล้วครับ ในตลาดก็มีหมูปลอมเนื้อปลอมแบบนี้ออกมามากมาย หน้าตางดงามสมจริง แต่สิ่งเหล่านี้มันคือแค่จุดเริ่มต้นครับ ถ้าจะนับเรื่องราวเหล่านี้ว่าเริ่มจาก 2009 ก็ไม่ผิดนัก
เมื่อถึงจุดหนึ่ง คุณจะมองเห็นลำดับชั้นของ ธุรกิจ นวตกรรม การครอบงำทางการตลาดแบบผูกมัดที่ตัดแขนตัดขาไปทีละนิดจนเราหมดสิทธิ์เลือก สิ่งเดียวที่เราจะเลือกได้คือ ซื้อเนื้อจากแลปไหน #pirateketo #กูต้องรู้มั๊ย #ม้วนหางสิลูก #siamstr
Help keep these ideas circulating
This is an independent project. If you'd like to help support it, you can make a contribution. But there's no obligation at all. Reading, sharing, and coming back is already a form of support.
Read also
1
เริ่มจากเซลล์เล็กๆ สู่จานใหญ่ๆ

2
ความเป็นมาของ acv bragg

3
เมื่อเราใช้เตาอบขนม มาขุดบิทคอยน์

Want to publish here too? No sign-up, and the text stays yours. Learn how to start
Replies (0)
Loading…
